รู้หรือไม่ ปลูกต้นไม้มีค่า 58 ชนิด เป็นหลักประกันกู้เงินธนาคาร ได้ง่ายๆ

“ปลูกต้นไม้มีค่า 58 ชนิด” หรือ ต้นไม้กู้เงินได้ เกิดขึ้นภายหลังการประชุม ครม.สัญจร ครั้งที่ 5 ที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อปี 2561 ซึ่งที่ประชุม มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง กำหนดให้ทรัพย์สินอื่นเป็นหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. … ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ โดยการนำไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าสูง มาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ สามารถกระทำได้ โดยกำหนดว่าจะต้องเป็นต้นไม้ตามบัญชีท้ายกฎหมายว่าด้วยสวนป่า จำนวน 58 ชนิด ที่สามารถนำมาเป็นทรัพย์ที่ใช้เป็นหลักประกันเงินกู้ เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการได้รับความสะดวก และมีโอกาสในการประกอบธุรกิจมากขึ้น
ทำความรู้จักต้นไม้มีค่า 58 ชนิด
สำหรับไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจจะมีทั้งหมด 58 ชนิดนั้นนะคะ ซึ่งเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 ได้มีประกาศราชกิจจานุเบกษาให้ “ไม้ยืนต้น” เป็น “ทรัพย์สินที่สามารถใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจ” ได้
และหลังจากที่กระทรวงพาณิชย์ได้ออกกฎกระทรวงทำให้สถาบันการเงิน และ ผู้ที่รับหลักประกันนั้นสามารถเพิ่มประเภทของหลักทรัพย์ในการให้สินเชื่อมากขึ้นนั่นเอง ซึ่งข้อนี้มีผลดีต่อทั้งสถาบันการเงิน ภาคธุรกิจ เกษตรกร และประชาชนท่านอื่นที่ต้องการใช้ต้นไม้ยืนต้นเพื่อสินเชื่อ และยังมีกฎหมายรองรับแบบชัดเจนอีกด้วย ซึ่งต้นไม้ตามบัญชีท้ายกฎหมายว่าด้วยสวนป่า จะสามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มได้แก่
- กลุ่มที่ 1 ต้นไม้ที่มีอัตราการเติบโตเร็ว รอบตัดฟันสั้น มูลค่าของเนื้อไม้ต่ำ กลุ่มนี้จะมีมูลค่าต่ำ เช่น ยูคาลิปตัส สัตตบรรณ กระถินเทพา กระถินณรงค์ ฯลฯ
- กลุ่มที่ 2 ต้นไม้ที่มีอัตราการเติบโตปานกลาง รอบตัดฟันยาว มูลค่าของเนื้อไม้ค่อนข้างสูง เช่น ประดู่ ยางนา กระบาก สะตอ ฯลฯ
- กลุ่มที่ 3 ต้นไม้ที่มีอัตราการเติบโตปานกลาง รอบตัดฟันยาว มูลค่าของเนื้อไม้สูง ได้แก่ สัก ฯลฯ
- กลุ่มที่ 4 ต้นไม้ที่มีอัตราการเติบโตช้า รอบตัดฟันยาว มูลค่าของเนื้อไม้สูงมาก เช่น พะยูง ชิงชัน จันทน์หอม มะค่าโมง ฯลฯ เป็นต้น
โดยรายชื่อต้นไม้ที่สามารถนำมาใช้เป็นหลักประกันธุรกิจได้มีทั้งหมด 58 ชนิดดังนี้
- ไม้สัก
- พะยูง
- ชิงชัน
- กระซิก
- กระพี้เขาควาย
- สาธร
- แดง
- ประดู่ป่า
- ประดู่บ้าน
- มะค่าโมง
- มะค่าแต้
- เคี่ยม
- เคี่ยมคะนอง
- เต็ง
- รัง
- พะยอม
- ตะเคียนทอง
- ตะเคียนหิน
- ตะเคียนชันตาแมว
- ไม้สกุลยาง (ไม่รวมยางพารา)
- สะเดา
- สะเดาเทียม
- ตะกู
- ยมหิน
- ยมหอม
- นางพญาเสือโคร่ง
- นนทรี
- สัตบรรณ
- ตีนเป็ดทะเล
- พฤกษ์
- ปีบ
- ตะแบกนา
- เสลา
- อินทนิลน้ำ
- ตะแบกเลือด
- นากบุด
- ไม้สกุลจำปี (จำปีสิรินธร จำปีป่า จำปีถิ่นไทย จำปีดง จำปีแขก จำปีเพชร )
- แคนา
- กัลปพฤกษ์
- ราชพฤกษ์
- สุพรรณิการ์
- เหลืองปรีดียาธร
- มะหาด
- มะขามป้อม
- หว้า
- จามจุรี
- พลับพลา
- กันเกรา
- กะทังใบใหญ่
- หลุมพอ
- กฤษณา
- ไม้หอม
- เทพทาโร
- ฝาง
- ไผ่ทุกชนิด
- ไม้สกุลมะม่วง
- ไม้สกุลทุเรียน
- มะขาม
เกณฑ์การประเมินราคา ต้นไม้มีค่า 58 ชนิด
- ต้องเป็นต้นไม้อายุ 1 ปีขึ้นไป
- มีลำต้นตรง 2 เมตรขึ้นไป
- ต้องเป็นต้นไม้ที่ปลูกในที่ดินตนเอง
- การวัดมูลค่าจะต้องมีกรรมการและสมาชิกธนาคาร อย่างน้อย 3 คนร่วมประเมินมูลค่า
- ต้นไม้เป็นรายต้นที่ความสูง 1.30 เมตร
- มีเส้นรอบวงต้น ไม่ต่ำกว่า 3 เซนติเมตร และเปรียบเทียบเส้นรอบวงที่วัดได้ กับตารางปริมาณ และราคาเนื้อไม้ ที่แบ่งเป็น 4 กลุ่ม เพื่อหามูลค่าต้นไม้ และจะปล่อยกู้ให้ 50% ของราคาประเมินต้นไม้ชนิดนั้น ๆ
ตัวอย่าง ที่ดินที่นำมาจดจำนองขอสินเชื่อ
- หากที่ดินที่นำมาจดจำนองขอสินเชื่อ มีราคาประเมิน 800,000 บาท
- ปกติจะกู้ได้ร้อยละ 50 ของราคาประเมิน หรือ 400,000 บาท
แต่หากผู้กู้มีต้นไม้ ซึ่งมีมูลค่าตามการประเมินมูลค่าต้นไม้รวมทั้งสิ้น 400,000 บาท ก็จะใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ร้อยละ 50 หรือ 200,000 บาท
ดังนั้น ผู้กู้รายนี้ จะมีหลักทรัพย์ค้ำประกันทั้งสิ้น 1,200,000 บาท (ราคาประเมินที่ดิน 800,000 + มูลค่าหลักทรัพย์ค้ำประกันที่เป็นต้นไม้ 200,000)
และจะสามารถได้วงเงินกู้ 600,000 บาท หรือร้อยละ 50 ของ 1,200,000 บาท ซึ่งหมายความว่า ได้เพิ่มจากราคาประเมินที่ดินเปล่า 200,000 บาท เป็นต้น
การคำนวณปริมาตร และ มูลค่าของต้นไม้
ซึ่งการคำนวณปริมาตร และ มูลค่าของต้นไม้นั้น เราจะสามารถตรวจสอบและประเมินได้จากราคากลางต้นไม้ ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั่นเอง
ตัวอย่างการใช้ตาราง
หากผู้ประเมินวัดไม้สักซึ่งมีขนาดวัดรอบเพียงอก = 78.5 ซม. ซึ่งไม้สักจะอยู่ในกลุ่มที่ 3 ให้เพื่อนๆ ดูตารางที่ 3 เพื่อตรวจสอบและประเมินมูลค่าของต้นไม้จากขนาดเส้นรอบวง
หากขนาดที่เราวัดได้ไม่มีปรากฏในตาราง หรือ ได้ขนาดที่ไม่ตรงตามตารางให้เพื่อนๆ คำนวณมูลค่าต้นไม้โดยการเทียบบัญญัติไตรยางศ์ กับ มูลค่าของต้นไม้ในขนาดที่ใกล้เคียงที่สุด
ดังนั้นจะได้ข้อสรุปว่า “ไม้สักที่มีขนาดรอบเพียงอก = 78.5 ซม (ดูเส้นรอบวงที่ 75.74 ซม.) จะมีมูลค่า = 2,223 บาท” โดยไม่ต้องพิจารณาว่าต้นไม้ที่นำมาประเมินมีอายุเท่าไหร่
สถาบันการเงินที่เข้าร่วม
สำหรับสถาบันการเงินที่เขาร่วม การนำต้นไม้มีค่ามาเป็นหลักประกันนะคะตอนนี้จะมีอยู่ทั้งหมด 1 สถาบัน ซึ่งมีดังนี้
1. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
สำหรับธนาคารแรกนะคะ จะเป็น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) นั่นเอง ซึ่งเงื่อนไขในการเข้าร่วมโครงการ จะมีดังนี้
คุณสมบัติของเกษตรกรที่ประสงค์จะกู้เงินโดยใช้ไม้ยืนต้นที่มีค่ามาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน
- เป็นลูกค้าของ ธ.ก.ส.
- เป็นสมาชิกของธนาคารต้นไม้
เกษตรกรที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ โดยขั้นตอนการกู้เงินเป็นไปตามระเบียบของ ธ.ก.ส.
บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



