บทความเกษตร/เทคโนโลยี » แนวทางรักษา “โรคลัมปี สกิน” (Lumpy Skin Disease) ระบาดโคกระบือ

แนวทางรักษา “โรคลัมปี สกิน” (Lumpy Skin Disease) ระบาดโคกระบือ

28 พฤษภาคม 2021
3978   0

แนวทางรักษา “โรคลัมปี สกิน” (Lumpy Skin Disease) ระบาดโคกระบือ

แนวทางรักษา “โรคลัมปี สกิน” (Lumpy Skin Disease) ระบาดโคกระบือ

โรคลัมปี สกิน  (Lumpy Skin Disease) 


แนวทางรักษา “โรคลัมปี สกิน” (Lumpy Skin Disease) ระบาดโคกระบือ” มีสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส Lumpy skin disease virus เป็นโรคที่เกิดเฉพาะในโค กระบือ ไม่เป็นโรคที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน อัตราการป่วยมากกว่า 5% โดยเชื้อไวรัสชนิดนี้ก่อโรคตามอวัยวะที่มีเซลล์เยื่อบุ พบตุ่มเนื้อบนผิวหนังและเยื่อเมือกทั่วร่างกาย ซึ่งต่อมาจะตกสะเก็ดและเป็นแผลหลุม สัตว์อาจมีไข้และหายใจลำบากร่วมด้วย โดยในโคนมอาจพบน้ำนมลดลง 25-65เปอร์เซ็นต์ โรคนี้มีแมลงดูดเลือดเช่น เห็บ แมลงวันดูดเลือด และยุงเป็นพาหะแพร่กระจายเชื้อ นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อได้ผ่านการสัมผัสสัตว์ป่วยโดยตรง ผ่านทางน้ำเชื้อของพ่อพันธุ์ที่เป็นโรค หรือผ่านทางรกได้




ในช่วงที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ได้ประสานหน่วยงานองค์กรภาครัฐเอกชน และมีมาตรการเชิงรุกในการควบคุม ป้องกันในพื้นที่ ในปัจจุบันพบการระบาดของโรคใน 18 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ นครพนม มหาสารคาม ขอนแก่น มุกดาหาร บุรีรัมย์ ยโสธร ศรีสะเกษ สุรินทร์ อำนาจเจริญ อุบลราชธานี กาญจนบุรี นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี และเชียงราย ซึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้โรคแพร่ระบาดไปส่วนใหญ่มาจากการเคลื่อนย้ายสัตว์ ประกอบกับมีแมลงดูดเลือด ได้แก่ ยุง แมลงวัน เหลือบ และเห็บ ที่เป็นพาหะนำโรคที่สำคัญ

กรมปศุสัตว์ออกมาตรการควบคุมโรคลัมปีสกิน

  1. เร่งดำเนินการประชาสัมพันธ์เกษตรกรให้รับรู้ถึงลักษณะของโรคและสถานการณ์การระบาดของโรค ซึ่งหากโคกระบือที่เลี้ยงมีอาการเสี่ยงจะต้องติดต่อเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ให้ทราบทันที และหากเกษตรนำสัตว์เข้ามาเลี้ยงใหม่ จะต้องกักแยกสัตว์ออกจากฝูงเป็นเวลา 28 วันเพื่อสังเกตอาการ
  2. เข้มงวดในเรื่องของการเคลื่อนย้ายสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณแหล่งรวมสัตว์ และตลาดนัดค้าสัตว์ รวมไปถึงช่องทางการนำเข้าของสัตว์ตามชายแดน
  3. ขอความร่วมมือจากผู้จำหน่ายงดการ  ซื้อ – ขาย โคกระบือที่มาจากแหล่งที่เกิดโรค หรือพื้นที่ในรัศมี 50 กิโลเมตรรอบจุดเกิดโรค เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เชื้อติดไปยังโคกระบือในฝูงอื่น
  4. ป้องกันและควบคุมแมลงที่เป็นพาหะนำโรค โดยการใช้สารเคมีกำจัดแมลง ในบริเวณที่มีการแพร่ระบาดและจุดเสี่ยง
  5. ในขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกันหรือยาที่จะทำให้โรคนี้หายขาดได้ แต่กรมปศุสัตว์จะรักษาตามอาการป่วย เพื่อลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียของเกษตรกร

แนวทางการรักษาโรคลัมปี สกิน (Lumpy Skin Disease) จะเป็นการรักษาตามอาการ ซึ่งอาการของโรคดังกล่าวสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ระยะดังนี้

Lumpy-Skin-Disease

  • ระยะที่ 1 มีไข้ โค กระบือ จะซึมไม่กินอาหาร มีไข้อาจมีน้ำตาและน้ำมูกในลูกสัตว์โดยมักจะพบในระยะ 1-2 วันแรกก่อน หรือพร้อมๆ กับการพบว่าสัตว์มีตุ่มขึ้นตามผิวหนัง แต่สัตว์ป่วยบางรายอาจสังเกตไม่พบระยะนี้
  • ระยะที่ 2 มีตุ่มที่ผิวหนัง โค กระบือ มีต่อมน้ำเหลืองใต้ผิวหนังบวม มีตุ่มแข็งนูนลักษณะคล้ายฝี ขนาดแตกต่างกันที่ผิวหนังทุกชั้นและบางครั้งอาจพบลึกลงไปจนถึงกล้ามเนื้อ ความรุนแรงของอาการจะขึ้นอยู่กับปริมาณการติดเชื้อ ความแข็งแรงของสัตว์ และสายพันธุ์ บางตัวพบอาการบวมน้ำที่บริเวณลำคอ สาเหตุจากหลอดเลือดอักเสบ (vasculitis) หรือการกดทับของตุ่มที่ผิวหนังหรือต่อมน้ำเหลืองที่บวม ในลูกสัตว์มักจะแสดงอาการมากกว่าสัตว์โต และอาจมีภาวะแทรกซ้อนของระบบทางเดินหายใจ สำหรับกระบือจะพบเป็นตุ่มเล็กๆ ซึ่งสังเกตได้ยากเนื่องจากผิวกระบือมีผิวหนังหนา




  • ระยะที่ 3 ตุ่มที่ผิวหนังแตก โดยเริ่มสังเกตพบมีน้ำเหลืองเยิ้มซึมจากตุ่ม มีสะเก็ดหนา เมื่อตุ่มแตกจะเป็นแผลหลุมมีขอบแผลนูนสูง ซึ่งระยะเวลาการแตกของตุ่มผิวหนังจะไม่พร้อมกัน ระยะที่พบขอบตุ่มสีดำพบได้ในระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์หลังพบตุ่ม และภายใน 2-3 สัปดาห์จะเกิดเป็นสะเก็ดแผลขึ้น แต่ในบางตัวที่พบกลุ่มที่มีขนาดใหญ่อาจพบว่าสะเก็ดอยู่ได้นาน 1-2 เดือน
  • ระยะที่ 4 แผลเริ่มหาย เป็นระยะเริ่มมีการหายของแผล วงแผลจะแคปลงและตื่นขึ้นจนปิดสนิท และสีขนอาจเปลี่ยนไปในช่วงแรก โดยหากสัตว์เข้าสู่ระยะนี้มีความเป็นไปได้ว่าสัตว์ได้รับเชื้อและแสดงอาการมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1 เดือน

สำหรับแนวทางการรักษานั้น เนื่องจากโรคลัมปี สกิน เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส จึงไม่มียารักษาเพื่อฆ่าเชื้อไวรัสโดยตรง แต่จะเป็นการรักษาตามอาการ และการบำรุงร่างกายให้สัตว์มีสุขภาพแข็งแรง โดยเน้นวิธีการป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนในอวัยวะที่มีเซลล์เนื้อเยื่อบุผิว (Epithelial cell) เช่น บาดแผลที่ผิวหนัง และระบบทางเดินหายใจเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งการรักษาจัดเป็นศาสตร์และศิลป์ และขึ้นอยู่กับเวชภัณฑ์ที่มี โดยสรุปแนวทางการรักษามีดังนี้

ระยะที่ 1 มีไข้

  • ยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-steroidal Anti-inflammatory drugs; NSAIDs) ที่เน้นฤทธิ์ลดไข้ เช่น Dipyrone หรือ Tolfenamic acid หรือ Flunixin meglumine
  • ให้วิตามินเพื่อบำรุงให้สัตว์แข็งแรงโดยเฉพาะเป้าหมายที่เซลล์เนื้อเยื่อบุผิว เช่น วิตามิน AD3E แบบฉีดหรือพิจารณาให้วิตามินและแร่ธาตุแบบกิน

ระยะที่ 2 มีตุ่มที่ผิวหนัง

แนวทางรักษา “โรคลัมปี สกิน” (Lumpy Skin Disease) ระบาดโคกระบือ

  • ให้ยากลุ่ม NSAIDs ที่เน้นฤทธิ์ลดการอักเสบ เช่น Tolfenamic acid หรือ Flunixin meglumine และอาจพิจารณาให้ร่วมในการรักษากรณีที่ลูกสัตว์ที่แสดงอาการทางเดินหายใจ
  • ให้วิตามินเพื่อบำรุงให้สัตว์แข็งแรง โดยเฉพาะอวัยวะเป้าหมายที่เซลล์เนื้อเยื่อบุผิว เช่น วิตามิน AD3E แบบฉีด หรือพิจารณาให้วิตามินและแร่ธาตุแบบกิน
  • ให้วิตามินเพื่อบำรุงให้สัตว์แข็งแรงโดยเฉพาะอวัยวะเป้าหมายที่มีเซลล์เนื้อเยื่อบุผิว เช่น AD3E แบบฉีด หรือพิจารณาให้วิตามินและแร่ธาตุแบบกิน

ระยะที่ 3 ตุ่มที่ผิวหนังแตก

  • ให้ยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์กว้างและออกฤทธิ์ได้ดีที่ผิวหนัง เช่น กลุ่ม Penicillin
  • ยาฆ่าเชื้อเฉพาะที่และยาป้องกันแมลงตอมวางไข่ที่แผล เช่น การใช้ Gentian violet ร่วมกับยาผงโรยแผลป้องกันแมลงวันหรือยาสมุนไพรทากีบ
  • ใช้ยากลุ่ม NSAIDs ที่เน้นออกฤทธิ์ลดการอักเสบ เช่น Tolfenamic acid หรือ flunixin meglumine กรณีที่ลูกสัตว์มีอาการทางเดินหายใจ อาจพิจารณาให้ยาลดการอักเสบ flunixin meglumine (เพื่อช่วยลดผลกระทบจาก endotoxin จากการติดเชื้อแบคทีเรีย)
  • ให้วิตามินเพื่อบำรุงให้สัตว์แข็งแรง โดยเฉพาะอวัยวะเป้าหมายที่มีเซลล์เยื่อบุผิว เช่น AD3E

ระยะที่ 4 แผลเริ่มหาย

  • ยาฆ่าเชื้อเฉพาะที่และยาป้องกันแมลงวันตอมวางไข่ที่บริเวณแผล เช่น การใช้ Gentian violet ร่วมกับยาผงโรยแผลป้องกันแมลงวันหรือยาสมุนไพรทากีบ
  • ให้วิตามิน AD3E และในกรณีแม่พันธุ์ที่ใกล้หายแล้วให้แร่ธาตุซิลิเนียม เพื่อช่วยเสริมสุขภาพของระบบสืบพันธุ์และการทำงานของเม็ดเลือดขาว

หมายเหตุ : การรักษาให้พึ่งระวังผลข้างเคียงและฤทธิ์ไม่พึงประสงค์ของยาแต่ละชนิด โดยเฉพาะยากลุ่ม NSAIDs การใช้ติดต่อกันนานๆ จะก่อให้เกิดความระคายเคืองในทางเดินอาหาร และเป็นอันตรายต่อตับและไต รวมทั้งข้อจำกัดการใช้ Tolfenamic acid ในสัตว์อายุน้อยและไม่ควรใช้ในสัตว์ท้อง และให้มีการงดส่งนมหรือบริโภคตามระยะการตกค้างของยาในเอกสารกำกับยา

 


Cr: รอน เทิดพงศ์



ขอบคุณ : สำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ ,กรมปศุสัตว์, Website – ปศุสัตว์นิวส์


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ