บทความเกษตร/เทคโนโลยี » การเลี้ยงกบในกระชังบก จัดการง่าย ประหยัดต้นทุน!!

การเลี้ยงกบในกระชังบก จัดการง่าย ประหยัดต้นทุน!!

26 เมษายน 2021
5175   0

การเลี้ยงกบในกระชังบก จัดการง่าย ประหยัดต้นทุน!!

รูปภาพประกอบจาก www.obobfarm.com/

การเลี้ยงกบในกระชังบก


 “การเลี้ยงกบในกระชังบก”   กบ  เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำลำตัวค่อนข้างกลมรี มีขา 2 คู่ คู่หน้าสั้น คู่หลังยาว หัวมีส่วนกว้างมากกว่าความยาก จะงอยปากสั้นทู่ จมูกดั้งอยู่บริเวณโค้งตอนปลายของจะงอยปาก นัยน์ตาโต และมีหนังตาปิดเปิดได้ ปากกว้าง มีัฟนี้เป็นแผ่น ๆ อยู่บนกระดูกเพดาน ตัวผู้มีถุงเสียงอยู่ใต้คางและจะมีขนาดเล็กกว่าตัวเมีย ขำคู่หน้าสั้นมีนิ้ว 4 นิ้ว ปลายนิ้วเป็นตุ่มกลม ขำคู่หลังยาวมี 5 นิ้ว ระหว่างนิ้วมีหนังเป็นพังผืด สีของล้ำตวัด้านหลังเป็นสี เขียวปนน้ำตาล มีจุดสีดำกระจายเป็นประอยู่ทั่วตัว ตามธรรมชาติจะหากินอยู่ตามลำห้วย หนอง บึง และท้องนา กบจะกินปลากุ้ง แมลง และสัตว์ขนาดเล็กเป็นอาหาร




     แต่เนื่องจาก สถานการณ์ความเป็นอยู่ในปัจจุบัน ที่มีอัตราประชากรมนุษย์เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ และปริมาณความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นติดตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่ทรัพยากรธรรมชาติหรือแม้แต่ผลผลิตทางการเกษตรลดลงเป็นไปในลักษณะ ผกผัน โดยเฉพาะอาชีพ เกษตรกรรมของพี่น้องเกษตรกรที่ต้องอาศัยความอุดมสมบูรณ์จากธรรมชาติถึง 75% เป็นปัญหาในการประกอบอาชีพด้านการเกษตรอย่างมาก แต่เนื่องจากกบเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย ใช้เวลาน้อย ลงทุนน้อย ดูแลรักษาง่าย และจำหน่ายได้ราคาคุ้มกับการลงทุน ประกอบกับมีตลาดต่างประเทศที่ต้องการกบ อย่างกว้างขวาง กบจึงเป้นผลผลิตที่เกษตรกรของไทยควรพิจารณาเลี้ยงเพื่อจำหน่ายให้มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันกบในธรรมชาติมีปริมาณลดน้อยลงอย่างมากเนื่องจากแหล่งที่อยู่อาศัยถูกเปลี่ยนแปลงจากมนุษย์

พันธุ์กบที่นำมาเลี้ยง

การเลี้ยงกบในกระชังบก

        กบที่เหมาะสมจะนำมาทำการเพาะเลี้ยงนี้ ได้แก่ กบนา ซึ่งถ้าเลี้ยงอย่างถูกต้องตามวิธีการ จะใช้เวลาเลี้ยงเพียง 4 – 5 เดือน จะได้กบขนาด 4 – 5 ตัว/กิโลกรัม เป็นกบที่มีความเจริญเติบโตเร็ว  โดยมีอัตราการแลกเปลี่ยนอาหาร 3 : 4 กิโลกรัม ได้เนื้อกบ  1 กิโลกรัม ทั้งยังเป็นกบที่มีผู้นิยมน้ำไปประกอบอาหารบริโภคกันมากกว่าพันธุ์อื่น ๆ  การสังเกตเพศ กบนาตัวผู้มีขนาดเล็กกว่าตัวเมีย และส่วนที่เห็นได้ชัดคือกบตัวผู้เมื่อจับ พลิกหงายขึ้นจะเห็นมีกล่องเสียงอยู่ใต้คางแถว ๆ มุมปากล่างทั้งสองข้าง ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ กบตัวผู้จะเป็นผู้ส่งเสียงร้อง และในขณะที่ร้องนั้นส่วนของกล้องเสียงจะพองโตและใส ส่วนตัวเมียนั้นจะมองไม่เห็นส่วนของกล้องเสียงดังกล่าว กบตัวเมียจะร้องเช่นกันแต่เสียงออกเบาถ้าอยู่ในช่วงผสัมพันธ์กุบตัวเมียที่มิได้แก่ (ท้องแก่) จะ สังเกตเห็นส่วนของท้องบวมและใหญ่กว่าปกติ ขณะเดียวกันกบตัวผู้จะส่งเสียงร้องบ่อยครั้งและสีของล้ำตัวเป็นสีเหลืองอ่อน หรือมีสีเหลืองที่ใต้ขาเห็นชัดว่าตัวเมีย แต่ถึงอย่างไรก็ตามสีของกบจะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมและที่อยู่อาศัย




วัตถุประสงค์ในการเลี้ยงปลากบในกระชังบก

  1. เป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย
  2.  ลงทุนน้อย ดูแลรักษาง่าย
  3. ใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงไม่นาน

ข้อดีของการเลี้ยงปลากบในกระชังบก

  1. ใช้พื้นที่เลี้ยงน้อย และสามารถเลี้ยงได้ทุกพื้นที่
  2.  การก่อสร้างบ่อเลี้ยงง่าย สะดวกและรวดเร็ว
  3. ใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงสั้น แต่ละรุ่นใช้เวลาเลี้ยงเพียง 90 – 120 วัน
  4. สามารถเลี้ยงและดูแลรักษาได้สะดวก นอกจากจับมาบริโภคในครัวเรือนแล้วส่วนที่เหลือก็นำไปขายเป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัว

การเลือกสถานที่สร้างบ่อเลี้ยงกบ

  1. ควรเป็นที่ที่อยู่ใกล้บ้าน สะดวกต่อการดูแลรักษา และป้องกันศัตรูได้
  2. เป็นที่สูง ที่ดอน เพื่อป้องกันน้ำท่วม
  3.  พื้นที่ราบเสมอ สะดวกต่อการวางกระชัง และขึงมุมทั้งสี่มุมของกระซังให้ตึง
  4. ใกล้แห่ล้งน้ำ เพื่อสะดวกในการถ่ายเท้น้ำ
  5. ห่างจากถนน เพื่องป้องกันเสียงรบกวน กบจะได้พักผ่อนได้เต็มที่และโตเร็ว




วิธีการเลี้ยง

  1. เมื่อได้รับกระซังเลี้ยงกบแล้วควรนำไปล้างด้วยน้ำประมาณ 1 – 2 รอบ เพื่อเป็นการทำความสะอาด และลดกลิ่นพลาสติก
  2. การวางกระชังต้องวางบนพื้นราบ และขึงมุมทั้งสี่มุมของกระชังให้ตึง
  3. ควรเติมน้ำสะอาด หากเป็นน้ำประปา ควรเป็นน้ำประปาที่พักน้ำมาก่อนแล้ว เพื่อลดฤทธิ์ของคลอรีน ให้มีระดับความสูงของน้ำประมาณ 5 เซนติเมตร หรือระดับคอของกบ และควรใส่วัสดุที่ลอยน้ำได้ เซ่น โพเม พืชน้ำจำพวก ผักตบขวา เพื่อให้เป็นที่ยึดเกาะและที่หลบซ่อนตัวของกบได้
  4. การปล่อยกบลงเลี้ยงในกระซังควรปล่อยในช่วงเช้าตรู่ หรือช่วงเย็นเนื่องจากอากาศไม่ร้อนเกินไป

การให้อาหาร

  1. ควรให้อาหารกบสำเร็จรูปวันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น ในปริมาณที่กบกินอิ่ม สังเกตโดยกบกินหมดภายในเวลา 20 นาทีโดยวันแรกที่ปล่อยกบไม่ต้อง ให้อาหาร
  2. ควรปรับเพิ่มปริมาณอาหารทุก ๆ สัปดาห์ เพื่อให้เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของกบ ทั้งนี้ หากอาหารที่ไต้รับหมด สามารถหาซื้ออาหารกบ เพิ่มเติมไต้ตามท้องตลาด
  3. การเปลี่ยนถ่ายน้ำควรเปลี่ยนถ่ายน้ำเมื่อสังเกตว่าน้ำในกระซังมีความขุ่น มีกลิ่นเหม็น หรือเน่าเสีย หรืออาจเปลี่ยนน้ำทุกๆ 10 วันก็ได้ หรือตามความเหมาะสม
  4. หมั่นสังเกตสภาพของกบหากกบเป็นแผล ท้องบวม เบื่ออาหาร หรือมีอาการผิดปกติ  ให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ของกรมประมงทันที่เพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับการป้องกันรักษาโรค

ผลผลิตและการเจริญเติบโต

ปล่อยลูกกบอายุ 45 วัน จำนวน 700 ตัว ระยะเวลาเลี้ยงประมาณ 2 – 3 เดือน จะมีขนาด 5 – 6 ตัว/กิโลกรัม อัตรารอดร้อยละ 70 คิดเป็นกบประมาณ 490 ตัว จะได้ผลผลิตประมาณ 80 กิโลกรัม หากคิดราคาขายที่ราคากิโลกรัมละ 50 บาท จะมีรายได้ประมาณ 4,000 บาท ทั้งนี้ขึ้นกับราคาตลาด และปริมาณ ผลผลิตที่ได้จริง

เก็รดความรู้




ปัญหาโรคของกบที่เกิดขึ้น มักเกิดจากความผิดพลาดของการเลี้ยงและการจัดการโรคที่พบบ่อย ๆ ได้แก่

  1. โรคท้องบวม สาเหตุเกิดจากการปล่อยลูกอ๊อดหนาแน่นเกินไป มีการให้อาหารปริมาณมาก ทำให้คุณภาพน้ำในบ่อเน่าเสีย ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำ
  2. โรคแผลที่หัวและลำตัว บริเวณหัวและลำตัวของกบจะเป็นแผลเน่าเปื่อย สาเหตุเกิดจากสภาพบ่อสกปรกมาก ดังนั้นควรเปลี่ยนถ่ายน้ำ

หากไม่อยากให้เกิดโรค  ไม่ควรเลี้ยงกบหนาแน่นเกินไป  หรือถ้าพบกบตัวใดมีอาการผิดปกติควรจับแยกออกเลี้ยงต่างหาก และควรดูแลเรื่องระบบน้ำในบ่อให้ดีอยู่เสมอ

แหล่งที่มา :  https://www.fisheries.go.th/


 

บทความอื่นๆที่น่าสนใจ