การเลี้ยงสัตว์ให้ได้ผลดี เริ่มต้นที่การดูแลอย่างใส่ใจ
การเลี้ยงสัตว์ไม่ใช่เพียงแค่ให้อาหารแล้วปล่อยให้สัตว์เติบโตไปตามธรรมชาติ แต่เป็นงานที่ต้องใช้ความรู้ ความใส่ใจ และความรับผิดชอบอย่างมาก เพราะสัตว์ทุกตัวเปรียบเสมือนทรัพย์สินและชีวิตอีกหนึ่งชีวิตที่เราดูแล เมื่อจัดการอย่างถูกวิธี ไม่เพียงช่วยให้สัตว์แข็งแรง เติบโตเร็ว ให้ผลผลิตดี แต่ยังช่วยลดต้นทุน ลดความเสี่ยงจากโรค และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรได้อย่างยั่งยืน

การเลี้ยงสัตว์ ให้ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นโค กระบือ สุกร ไก่ หรือสัตว์อื่นๆ ล้วนต้องคำนึงถึงเรื่องพันธุ์สัตว์ อาหาร การจัดการดูแล และการป้องกันโรค ทั้งหมดนี้เป็นหัวใจสำคัญที่เกษตรกรยุคใหม่ควรรู้ เพื่อให้การเลี้ยงสัตว์คุ้มค่า และสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว
หลักการเลี้ยงสัตว์ให้ได้ผลดี จะต้องมีในการเลี้ยงสัตว์มีปัจจัยที่สำคัญ 4 ประการด้วยกัน คือ
- พันธุ์สัตว์
- อาหารสัตว์
- การจัดการและดูแล
- โรคสัตว์
1.พันธุ์สัตว์
เกษตรกรไทยยังไม่ให้ความสำคัญต่อพันธุ์สัตว์ที่นำมาใช้เลี้ยงมากนัก จึงมิได้ให้ความสำคัญต่อคุณภาพทางพันธกรรมของสัตว์ที่นำมาใช้เลี้ยง โดยเฉพาะในโคและกระบือ ปัจจุบันเกษตรกรไทยเริ่มให้ความสำคัญต่อการเลือกชื้อหาสัตว์ที่มีคุณภาพดีมาเลี้ยงมากขึ้นโดยเฉพาะในไก่ เป็ดและสุกร เกษตรกรจำนวนมากยังนิยมตอนโคและกระกระบือที่มีขนาดใหญ่และรูปร่างดีเพื่อนำไปใช้งาน คงปล่อยให้ใคและกระบือตัวผู้ขนาดเล็กไว้คุมฝูงจึงทำให้ลูกโคและกระบือที่คลอดออกมาระยะหลังๆ มีขนาดเล็กลง
ดังนั้นเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์จึงควรที่จะได้เลือกหาซื้อสัตว์พันธ์ดีมาเลี้ยงไม่ใช่สัตว์อะไรก็ได้ และควรจะได้สงวนสัตว์ที่ดีมีรูปร่างใหญ่ให้นมมาก ให้เนื้อมากให้ลูกดกให้ลูกบ่อย มีความทนทานต่อโรคเก็บไว้เลี้ยงทำพันธุ์ โดยเฉพาะควรจะเปลี่ยนวิธีตอนสัตว์เสียใหม่โดยให้ตอนตัวเล็กๆ ให้หมด และเก็บตัวใหญ่เอาไว้ทำพันธุ์
2.อาหารสัตว์
เกษตรกรจำนวนมากยังไม่ให้ความสนใจต่อการให้อาหารโคและกระบือเท่ากับผู้เลี้ยงสุกร ไก่ และเปิด โดยคิดเอาว่าโคและกระบือหาอาหารกินเองได้ไม่จำเป็นต้องจัดหาอาหารให้ แม้แต่สุกร ไก่ และเป็ดเอง แม้รี่ว่าต้องจัดหาอาหารให้ก็ยังไม่รู้ว่าระยะใดสัตว์ต้องการอาหารชนิดใด มากน้อยเท่าใดจึงจะเหมาะสมเกษตรกรที่ทำการเลี้ยงสัตว์จึงจำเป็นต้องศึกษาเรื่องการให้อาหารสัตว์ และจัดหาอาหารมาให้สัตว์กินให้ถูกต้องกับความต้องการจึงจะทำให้สัตว์นั้นเจริญเติบโตโต้ดี ให้นมมมมากให้ลูกทุกปีหรือให้ลูกดก และไม่เป็นโรคต่างๆเนื่องจากการขาดอาหาร อาหารหลักที่สำคัญๆ ที่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ตว์ควรจะได้ให้ความสนใจ คือ
1. อาหารโปรตีน
อาหารโปรตีนมีความจำเป็นสำหรับการเจริญเติบโต การให้นมการให้เนื้อ และการผสมพันธุ์ ซึ่งมีอยู่มากในปลาปัน เนื้อปัน กากถั่วเหลือง กากถั่วลิสง กากมะพร้าว กากเมล็ดฝ้าย และในพืชตระกูลถั่ว เช่น ใบกระถินและถั่วฮามาตา เป็นต้น
2. อาหารพลังงาน
อาหารแป้งเมื่อกินเข้าไปแล้วก็ถูกเปลี่ยนรูปเป็นอาหารพลังงาน เพื่อให้ระบบต่างๆ ของร่างกายได้ทำงานตามปกติ เช่น การเคลื่อนไหวการเคี้ยว การย่อยและอื่นๆ อาหารแป้งหรืออาหารพลังงานมีมากในปลายข้าว ข้าวโพด ข้าวฟาง มันสำปะหลัง และรำข้าว เป็นต้น
3. อาหารแร่ธาตุ
อาหารแร่ธาตุนับว่ามีความสำคัญต่อระบบโครงสร้างหรือกระดูกโดยเฉพาะธาตุแคลเชียมและฟอสฟอรัสซึ่งมีมากในกระดูกปันหรือเปลือกหอยป่น
นอกจากนี้สัตว์ก็ยังต้องการแร่ธาตุอื่นๆ อีก สำหรับระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกายและระบบการผสมพันธุ์ เช่น ธาตุ-เหล็ก ทองแดง โคบอลต์ สังกะสี แมงกานีส แมกนีเซียม ชีลีเนียม โชเดียม และโพแทสเซียมเป็นต้นต้น ซึ่งเกษตรกรจะต้องจัดหาให้สัตว์กินเพิ่มเติมทั้งในรูปเกลือธธรรมดาและเกลือประเภทพวกแร่ธาตุปลีกย่อย ซึ่งอาจเป็นผงสำหรับผสมอาหารสัตว์หรือทำเป็นก้อนสำหรับให้สัตว์เลียกิน
4. วิตามิน
สัตว์โดยทั่วๆ ไปต้องการวิตามินสำหรับการเจริญเติบโตและการผสมพันธุ์ แม้ว่าสัตว์บางชนิด เช่น สัตว์เคี้ยวเอื้องจะสามารถสังเคราะห์วิตามินบีเองได้วิตามินที่สำคัญที่ควรให้แก่สัตว์ เลี้ยง ก็คือ วิตามินเอ ดี ปีต่างๆ เค อี และซีเกษตรกรจำเป็นต้องจัดหาวิตามินให้สัตว์กินตามความความเหมาะสมตามชนิดของสัตว์ และความต้องการในระยะต่างๆ ของการเจริญ-เติบโตหรือการผสมพันธุ์
5. น้ำ
สัตว์เลี้ยงบอกจากต้องการอาหารแล้วก็ยังต้องการน้ำด้วย สัตว์จะตายในเวลาอันรวดเร็วหากว่าขาดน้ำแต่จะยังมีชีวิตอยู่ได้นานถ้าขาดอาหารน้ำนับว่ามีความสำคัญต่อระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกายโดยเฉพาะระระบบหมุนเวียนของโลหิตและระบบขับถ่าย จึงควรที่เกษตรกรจะต้องดูแลให้สัตว์มีน้ำสะอาดกินตลอดเวลา ตามปริมาณความต้องการของสัตว์นั้นๆ
3.ระบบการจัดการ การเลี้ยงดูที่ดี
สัตว์เลี้ยงก็เช่นเดียวกับคนที่ต้องการให้เจ้าของดูแล จึงจะสามารถเจริญเติบโตและให้ผลิตผลหรือการสืบพันธุ์ที่ดีได้สิ่งสำคัญที่จะต้องให้ความดูแลให้แก่สัตว์ก็คือ
1. เรือนโรง การเลี้ยงสัตว์ต้องมีเรือนโรงให้สัตว์อยู่ตามความเหมาะสม มิใช่เลี้ยงตามใต้ถุนบ้านหรือเลี้ยงปล่อย เพื่อสัตว์จะได้มีที่อยู่หลับนอนตามความเหมาะสม ไม่ถูกสัตว์อื่นหรือคนมารบกวน คอกจะต้องสะอาดและมีการระบายอากาศที่ดี ไม่ชื้นแฉะหรือมีน้ำขังเป็นหลุมเป็นบ่อ มีการตักมูลสัตว์ออกทิ้งเป็นประจำไม่ให้มีการหมักหมม
2. การให้อาหารและน้ำ การเลี้ยงสัตว์ที่ดีจำเป็นต้องมีการให้ อาหารและน้ำตามเวลาที่กำหนด (ยกเว้นกรณีที่ให้ตลอดเวลาซึ่งก็ต้องดูแลให้ อาหารและน้ำตลอดเวลา) ไม่ควรเปลี่ยนเวลาให้อาหารและน้ำแก่สัตว์หากไม่จำเป็น เพราะจะทำให้สัตว์เกิดความเครียด และเป็นผลกระทบกระเทือนต่อการให้น้ำนม ให้ไข่ ตลอดจนการผสมพันธุ์
3. การจัดการเกี่ยวกับการผสมพันธุ์ การจัดการผสมพันธุ์ตามระยะที่เหมาะสมของการผสมพันธ์จะทำให้สัตว์ตั้งท้องและมีลูกมากขึ้น ปริมาณหรืออัตราส่วนของตัวผู้ และตัวเมียก็มีความสำคัญต่อเปอร์เซ็นต์การผสมสมติดของสัตว์ในฝูงการคัดเลือกสัตว์ที่เป็นหมัน ผสมไม่ติดหรือติดยาก ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ต้องทำในการเลี้ยงสัตว์ แทนที่จะเลี้ยงสัตว์แล้วไม่ได้ผลตอบแทน สัตว์ที่ให้ผลิตผลน้อย เช่น นมน้อย ไข่น้อย หรือลูกครอกเล็กก็ควรจะได้ทำการคัดทิ้งแทนที่จะทนเลี้ยงต่อไปซึ่งจะทำให้ผู้เลี้ยงขาดทุน
4. การรีดนมและการจัดการอื่นๆ การรีดนมเป็นเวลาตามที่กำหนดไว้เป็นประจำจะช่วยทำให้ผู้เลี้ยเลี้ยงได้น้ำนมมากขึ้น ดังนั้นจึงไม่ควรเปลี่ยนแปลงเวลารีดนมหากไม่จำเป็นการจัดการอื่นๆ เช่น การทำรางกันไม่ให้แม่สุกรทับลูกสุกรเมื่อลูกสุกรสยังเล็ก หรือการแยกสัตว์เล็กออกเลี้ยงต่างหากตามอายุหรือความเหมาะสม แทนที่จะปล่อยเลี้ยงรวมฝูง ก็นับว่ามีส่วนสำคัญในการทำให้ผู้เลี้ยงมีกำไร
หรือขาดทุนได้เช่นกัน
4.การควบคุมป้องกันโรคสัตว์
โรคของสัตว์เลี้ยงยังนับว่าเป็นปัญหาที่สำคัญของการเลี้ยงสัตว์ในบ้านเราปัจจุบันนี้ เพราะมีโรคระบาดต่างๆที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตสัตว์และเศรษฐกิจหลายโรค ผู้เลี้ยงสัตว์จึงจำเป็นต้องเรียนรู้สาเหตุ อาการการป้องกันและการรักษาโรคสัตว์นั้นด้วยตนเองสำหรับใช้ดำเนินการในเบื้องต้น เพื่อจักได้แก้ไขปัญหาได้ทันเหตุการณ์
ปัจจุบันมีโรคหลายโรคที่สามารถทำการป้องกันได้โดยการฉีดวัคชีนให้แก่สัตว์เลี้ยงเป็นการล่วงหน้า เกษตรกรจำนวนมากยังเข้าใจผิดคิดว่าวัคซีนมีไว้สำหรับรักษาโรค และจะไม่ทำวัคขืนให้สัตว์เลี้ยงจนมีโรคเกิดแล้วจึงติดต่อให้ เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลไปทำการมีควัดขึ้นให้ จึงทำให้โรคระบาดต่างๆ ยังเปืนปัญหาอยู่ทั่วไป
แนวทางในการป้องกันโรคในหลักการใหญ่ๆ ที่ยึดถือปฏิบัติกันก็คือ
1.การฉีดวัดชีนป้องกันโรคสัตว์ล่วงหน้า
วิธีป้องกันที่ดีที่สุดในการป้องกันมีให้สัตว์เลี้ยงเป็นโรคระบาดตายก็คือ การทำวัคขืนป้องกันโรคสัตว์ล่วงหน้าก่อนที่สัตว์จะปวยเป็นโรคเพราะวัดขึ้นมีไว้สำหรับป้องกันโรคมีใช่รักษาโรคอย่างไรก็ตาม วัคชีนช่วยให้โอกาสที่สัตว์ป่วยเป็นโรคน้อยลง แต่มีได้หมายความว่าเมื่อทำวัคขืนแล้วสัตว์จะไม่เป็นโรค โดยทั่วๆ ไป
สัตว์ที่ทำวัคชีน100 ตัว จะไม่เป็นโรคประมาณ 70-80 ตัว อีก 20-30 ตัวอาจจะเป็นโรคได้ถ้าสัตว์อ่อนแอหรือมีเชื้อโรคเข้าไปมากๆ จึงควรที่เกษตรกรจะเข้าใจตามนี้ด้วย
2. การป้องกันโรคทางอื่น การป้องกันโรคทางอื่นๆ ที่ควรจักได้ทำควบคู่กับการทำวัคชีนก็คือ
- การจัดหาที่ให้สัตว์อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่ปนกับสัตว์เลี้ยงอื่นๆ ของชาวบ้าน
- การจัดทำรั้วกั้นโดยรอบเพื่อมีให้สัตว์หรือคนเข้าไปในคอกสัตว์
- การไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าไปในคอก เพื่อป้องกันการนำโรคจากภายนอกเข้ามา
- การใช้ยาฆ่าเชื้อโรคภายในคอกและทางผ่านก่อนเข้าคอก
- การให้อาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวก่อนเข้าคอก หากจำเป็นต้องทำ
- การไม่นำอาหารจากที่อื่นเข้าไปกินในคอก
3. การคัดเลือกผสมพันธุ์สัตว์ให้มีความต้านทานโรค
ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์พบว่าการคัดเลือกผสมพันธุ์สัตธ์สัตว์ให้มีความต้านทานโรคบางโรคอาจจะทำได้แม้จะไม่ไม่ได้ผลเต็มทีแต่ก็ช่วยให้โอกาสสัตว์เป็นโรคหรือได้รับอันตรายจากโรคน้อยลง เช่น โคที่มีเลือดพันธุ์บราห์มันซึ่งตามปกติจะพบว่ามีความทนทานต่อโรคไข้เห็บ เมื่อเอาวัวพันธุ์นี้มาผสมกับโคนมพันธุ์แท้หรือโคเนื้อพันธุ์แท้จากต่างประเทศ ลูกผสมที่เกิดมาจะมีความทนทานต่อโรคนี้ได้ดีขึ้นตามอัตราส่วนของเลือด
โคบราห์มันที่มีอยู่ในโคลูกผสมนั้น ถ้ามีมากก็มีความคุ้มโรคมาก เป็นต้น
การป้องกันโรคในโค กระบือ แพะ แกะ
การป้องกันโรคในช่วงหน้าร้อนสำหรับโค กระบือ แพะ แกะ โดยทั่วไปไม่มีโรคที่เกิดเฉพาะในช่วงหน้าร้อนการป้องกันโรคสัตว์จำเป็นต้องกระทำอย่างต่อเนื่องโดยมีกำหนดตามแต่ล่ะช่วงอายุของสัตว์ ตามโปรแกรมการถ่ายพยาธิและฉีดวัคขืนแต่ในช่วงหน้าร้อนเป็นช่วงที่สัตว์อาจเกิดความเครียดได้ง่าย ซึ่งจะเพิ่มโอกาสการเกิดและแสดงอาการของโรคดังนั้นควรแนะนำให้เกษตรกรสังเกต และดูแลสัตว์อย่างใกล้ชิด นอกเหนือจากการทำโปรแกรมการฉีดวัดซีนและถ่ายพยาธิ
การเลี้ยงสัตว์อาจดูเหมือนเป็นงานที่ต้องใส่ใจมากมาย แต่เมื่อเรารู้หลักในการดูแล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพันธุ์สัตว์ อาหาร การจัดการคอก ไปจนถึงการป้องกันโรค ทุกอย่างก็จะค่อย ๆ ง่ายขึ้น และกลายเป็นอาชีพที่ให้ทั้งรายได้และความภูมิใจ
สำหรับมือใหม่ ไม่ต้องกังวลว่าต้องเริ่มแบบใหญ่โต ขอแค่เริ่มจากจำนวนน้อย ๆ ศึกษาไปทีละขั้น ทดลองปฏิบัติ และสังเกตสัตว์ที่เราเลี้ยงอย่างใกล้ชิด เมื่อมีประสบการณ์มากขึ้น ทุนก็จะเพิ่ม กำไรก็จะตามมา การเลี้ยงสัตว์ไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังเป็นวิถีชีวิตที่ยั่งยืน เหมาะกับเกษตรกรยุคใหม่ที่ต้องการความมั่นคงและความพอเพียง
บทความอื่นๆที่น่าสนใจ





