ท่องเที่ยว » วันมาฆบูชา ไหว้พระ 9 วัด เสริมความเป็นสิริมงคล ต้อนรับปี 2565

วันมาฆบูชา ไหว้พระ 9 วัด เสริมความเป็นสิริมงคล ต้อนรับปี 2565

4 พฤษภาคม 2022
1029   0

วันมาฆบูชา ไหว้พระ 9 วัด เสริมสิริมงคล ต้อนรับปี 2565

ไหว้พระ 9 วัด เสริมความเป็นสิริมงคล

ไหว้พระ 9 วัด เสริมความเป็นสิริมงคล





ในช่วงของ วันมาฆบูชา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ซึ่งถือได้ว่าเป็นวันที่มีความสำคัญอย่างมากในทางพระพุทธศาสนาของไทยเรา อีกวันหนึ่ง ในปี 2665 จะตรงกับวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2565 ซึ่งวันนี้เราก็ได้รวบรวมสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อเอาใจสายบุญ ไหว้พระ 9 วัด เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล จึงอยากจะเชิญชวนให้ทุกท่านได้เดินทางไหว้พระทำบุญในวันสำคัญของไทย ถ้าอย่างนั้นมาดูกันเลยว่า มีวัดแห่งไหนบ้างที่กำลังเป็นที่นิยม

1. วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)

Cr : รูปภาพ https://thai.tourismthailand.org

วัดพระแก้ว สร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างพระบรมมหาราชวัง และการสถาปนากรุงเทพมหานครเป็นราชธานี ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เมื่อปี พ.ศ. 2325  โดยเป็นสร้างตามประเพณีการสร้างพระอารามหลวงในเขตพระราชวังที่มีมาตั้งแต่อดีตก็คือ วัดมหาธาตุ ในพระราชวังสมัยกรุงสุโขทัย และ วัดพระศรีสรรเพชญ์ ในพระราชวังสมัยกรุงศรีอยุธยา นั่นเอง โดยจะเป็นวัดที่ไม่มีเขตสังฆาวาส ซึ่งเริ่มแรกภายในวัดมี พระเจดีย์ พระอุโบสถ พระวิหาร หอพระมณเฑียร และหอไตร

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)

Cr: ภาพ ไปตามน้ำ | Paitamnam

 พระแก้วมรกต หรือ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทยในปัจจุบัน โดยประดิษฐานใน วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ วัดพระแก้ว โดยแกะสลักจากหยกอ่อนเนไฟรต์สีเขียวดังมรกต เป็นศิลปะสมัยก่อนเชียงแสนถึงศิลปะเชียงแสน

“ไหว้พระ 9 วัด เสริมความเป็นสิริมงคล”




สันนิษฐานในการพบครั้งแรก คือ พระแก้วมรกต ประดิษฐานในเจดีย์วัดป่าญะ เมืองเชียงราย หรือ วัดพระแก้ว จังหวัดเชียงราย ในปัจจุบัน จากนั้น พระเจ้าสามฝั่งแกน แห่งเมืองเชียงใหม่ ได้อัญเชิญ พระแก้ว มาประดิษฐานที่เมืองเชียงใหม่ แต่ ช้างทรงพระแก้ว เดินทางไปยังลำปางแทน เชียงใหม่เห็นว่าลำปางก็อยู่ในอาณาจักรล้านนาเช่นกัน จึงอัญเชิญพระแก้วไปไว้ที่ วัดพระแก้วดอนเต้า จนในสมัยพระเจ้าติโลกราช ได้เชิญพระแก้วมรกตมายังเชียงใหม่

มาจนถึงสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาแห่งล้านช้าง มาครองเมืองเชียงใหม่ ได้เสด็จกลับ หลวงพระบาง ก็เชิญพระแก้วมรกตไปด้วยพร้อมกับพระพุทธสิหิงค์ แต่ภายหลังเมืองเชียงใหม่ได้พระพุทธสิหิงค์คืนมา ต่อมา ล้านช้าง ได้ย้ายเมืองหลวงจาก หลวงพระบาง มา เวียงจันทน์ ก็อัญเชิญพระแก้วมรกตมาด้วย

ที่อยู่ : ถนนหน้าพระลาน พระบรมมหาราชวัง พระนคร กรุงเทพมหานคร 10200
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ โทร. 0 2623 5500 ต่อ 3100
เวลาเปิดปิด : 8:30 น. – 15:30 น.

2. วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

วัดสระเกศ หรือ วัดภูเขาทอง (Temple of the Golden Mount Bangkok) เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ริมคลองมหานาค เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย มีจุดเด่นคือ พระบรมบรรพต หรือที่เรียกกันว่าภูเขาทอง วัดสระเกศ เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยอยุธยา เดิมชื่อวัดสะแก เปลี่ยนเป็นชื่อวัดสระเกศในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ส่วนพระบรมบรรพรต หรือ เจดีย์ภูเขาทอง เริ่มสร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แล้วเสร็จในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มีความสูง 77 เมตร บนยอดด้านบนบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ขุดค้นพบ ณ เมืองกบิลพัสดุ์ ซึ่งเป็นส่วนแบ่งของพระราชวงศ์ศากยราช โดยพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ขณะนั้นกำลังทรงผนวชอยู่ที่ประเทศอินเดีย ได้ส่งพระบรมสารีริกธาตุเข้ามาถวายในฐานะที่พระมหากษัตริย์ไทยทรงเป็นกษัตริย์เพียงพระองค์เดียวที่เป็นพุทธมามกะอยู่ในขณะนั้น สิ่งที่น่าสนใจอื่น ๆ ภายในวัดสระเกศ (Bangkok Temple) นอกจากพระบรรมบรรพรตก็ยังมี พระประธาน พระอุโบสถ พระเจดีย์เหลี่ยม หอไตร โพธิ์ลังกา

วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

ที่อยู่ : 344 ถนนจักรพรรดิพงษ์ บ้านบาตร ป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร 10100
facebook : วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
เวลาเปิดปิด : 07:30 – 17:30 น.
* หยุดวันหยุดนักขัตฤกษ์




3. วัดสุทัศน์เทพวราราม หรือ วัดสุทัศน์

วัดสุทัศน์เทพวราราม

Cr : ภาพวัดสุทัศนเทพวราราม | ปิโยรส อุทุมเทวา | missionthailand.online

วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร หรือที่คนนิยมเรียกว่า วัดสุทัศน์ เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร ประจำรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ตั้งอยู่ในเขตพระนครชั้นใน แขวงเสาชิงช้า โดยมี เสาชิงช้า ตั้งโดดเด่นอยู่ทางด้านหน้าของวัด เป็นจุดเด่นที่ไม่ว่าใครที่นึกถึงวัดสุทัศน์ ก็ต้องนึกถึงเสาชิงช้า

วัดสุทัศน์เทพวราราม

Cr : ภาพวัดสุทัศนเทพวราราม | ปิโยรส อุทุมเทวา | missionthailand.online

วัดสุทัศนเทพวราราม สร้างขึ้นระหว่าง ปี พ.ศ. 2350-2351 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 เดิมพระราชทานนามว่า “วัดมหาสุทธาวาส” ต่อมาได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระวิหารขึ้นเพื่อเป็นที่ประดิษฐานของ พระศรีศากยมุนี หรือ พระโต พระพุทธรูปที่สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์พระร่วงของยุคสุโขทัยที่อันเชิญมาจาก พระวิหารหลวงวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย ทว่าพระวิหารยังไม่ทันสร้างเสร็จก็สิ้นรัชกาลเสียก่อน ผู้คนจึงเรียกวัดแห่งนี้ด้วยนามที่เรียบง่ายว่า วัดพระโต วัดพระใหญ่ หรือ วัดเสาชิงช้า

วัดสุทัศนเทพวราราม

Cr : ภาพวัดสุทัศนเทพวราราม | ปิโยรส อุทุมเทวา | missionthailand.online

วัดสุทัศนเทพวราราม

Cr : ภาพวัดสุทัศนเทพวราราม | ปิโยรส อุทุมเทวา | missionthailand.online

หลังสิ้นรัชกาลที่ 1 วัดแห่งนี้ก็ได้มีการสร้างต่อเติมเรื่อยมาจนกระทั่งแล้วเสร็จในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 และทรงโปรดให้สร้างพระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ สัตตมหาสถาน และกุฏิสำนักสงฆ์เพื่อประดิษฐานสังฆาราม หลังจากนั้นก็ได้พระราชทานนามให้ใหม่เป็น วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร จนถึงปัจจุบัน

ที่อยู่ : 146 ถนนบำรุงเมือง แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร กรุงเทพฯ
พิกัด : https://goo.gl/maps/DMXB1iZ8hxpHn2dK8
เปิดให้เข้าชม : 08.30-21.00 น.
โทร : 0-2622-2819
เว็บไซต์ : https://www.facebook.com/WatSuthatBangkok/



4. วัดใหญ่ชัยมงคล

วัดใหญ่ชัยมงคล ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งวัดสวย แลนด์มาร์คหนึ่งของจังหวัดอยุธยาเลยก็ว่าได้ค่ะ วัดใหญ่ชัยมงคลแห่งนี้มีจุดเด่นอยู่ที่ เจดีย์องค์ใหญ่ ที่เชื่อกันว่าได้รับการปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชภาย และด้านในได้มีการค้นพบชัยมงคลคาถาบรรจุอยู่อีกด้วย

วัดใหญ่ชัยมงคล

นอกจากนี้แล้วภายในวัดยังเป็นที่ประดิษฐานพระนอนที่ วิหารพระพุทธไสยาสน์ และ ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ทุกคนเคารพนับถือ และไปกราบไหว้เพื่อเป็นสิริมงคล

วัดใหญ่ชัยมงคล




ที่อยู่ : 40/3 หมู่ที่ 3 ตำบลคลองสวนพลู อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
พิกัด : https://goo.gl/maps/isqkPEhTsCXvH7tu6
เปิดให้เข้าชม : 08.00-17.00 น.
โทร : 0-3524-2640
เว็บไซต์ : https://www.facebook.com/watyai

5. วัดพุทไธศวรรย์

วัดพุทไธศวรรย์

©เครติดภาพ คุณทิฆัมพร ตันติวิมงคล | tourwatthai.com

ว่ากันว่า “วัดพุทไธศวรรย์” เป็นวัดที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในสมัยอยุธยา สร้างมายาวนานกว่า 600 ปี ตามประวัติศาสตร์กล่าวกันว่าวัดพุทไธศวรรย์เป็นวัดที่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในบริเวณที่เคยเป็นสถานที่ตั้งพลับพลาที่ประทับเมื่อครั้งที่ทรงอพยพมาอยู่กรุงศรีอยุธยาในช่วงก่อนที่จะมีการสถาปนา พอหลังจากที่พระองค์เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ 3 ปี แล้ว ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 1896 ก็ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดนี้เพื่อเป็นพระราชอนุสรณ์ รวมอายุแล้วจนถึงปัจจุบัน (ปี พ.ศ. 2561) ก็ 665 ปี

วัดพุทไธศวรรย์




วัดพุทไธศวรรย์

©เครติดภาพ คุณทิฆัมพร ตันติวิมงคล | tourwatthai.com

สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจเข้าเที่ยวชมวัดพุทไธศวรรย์ สามารถเข้าเที่ยวชมได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

6. วัดพนัญเชิง

วัดพนัญเชิง เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นราชธานี และได้รับการรักษาบูรณะอย่างดีมาจนถึงในปัจจุบัน ภายในพระอุโบสถวัดพนัญเชิงเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปไตรรัตนายก (หลวงพ่อโต หรือซำปอกง) พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองอยุธยาที่ได้รับความเคารพบูชาทั้งในหมู่คนไทยและคนจีนมาอย่างยาวนาน ตั้งอยู่ที่ตำบลคลองสวนพลู อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ชื่อ “วัดพนัญเชิง” เกิดจากโศกนาฏกรรมตำนานรัก ตามพงศาวดารเหนือบันทึกไว้ว่า พระเจ้าสายน้ำผึ้ง กษัตริย์ผู้ครองอโยธยาเป็นผู้สร้างขึ้น ณ บริเวณพระราชทานเพลิงพระศพ พระนางสร้อยดอกหมาก พระราชธิดาบุญธรรมของพระเจ้ากรุงจีน ที่ยกให้อภิเษกสมรสกับพระเจ้าสายน้ำผึ้ง




หลังรับตัวพระนางสร้อยดอกหมากจากจีนมาถึงอโยธยา พระเจ้าสายน้ำผึ้งรับสั่งให้พระนางรออยู่ในเรือพระที่นั่งและจะทรงจัดขบวนมารับเข้าวัง แต่พระเจ้าสายน้ำผึ้งมิได้เสด็จมารับว่าที่พระอัครมเหสีด้วยพระองค์เอง พระนางสร้อยดอกหมากจึงไม่ยอมขึ้นจากเรือ
หตุการณ์เป็นเช่นนี้อยู่ 2 ครั้ง พระเจ้าสายน้ำผึ้งจึงรับสั่งสัพยอกทั้ง 2 ครั้งว่า “เมื่อไม่ขึ้นก็จงอยู่ที่นี่เถิด” ด้วยความน้อยพระทัย พระนางสร้อยดอกหมากกลั้นพระทัยถึงแก่สวรรคตทันที จึงเป็นที่มาของชื่อวัดว่า “วัดพระนางเชิง” ต่อมากลายเป็นชื่อ “วัดพนัญเชิง” ซึ่งปัจจุบันภายในวัดยังมีตำหนักเจ้าแม่สร้อยดอกหมากริมแม่น้ำป่าสัก สถานที่ประดิษฐานรูปปั้นเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก หรือชาวจีนเรียกว่า จู๊แซเนี้ย

ในสมัยเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 วัดพนัญเชิงได้รับความเสียหาย และบูรณะซ่อมแซมมาตลอด กระทั่งสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4 ได้บูรณะใหม่ครั้งใหญ่ ทั้งพระพุทธรูปประจำวัดพนัญเชิงทั้งหมดทุกองค์ รวมถึงอาคารอื่นๆ ภายในวัด ทำให้วัดพนัญเชิงอยู่ในสภาพดีจนถึงปัจจุบัน และมีสถานะเป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร

วัดพนัญเชิง เปิดทำการทุกวัน ตั้งแต่ 07.00 – 17.00

7. วัดพุทธาวาส ภูสิงห์

วัดพุทธาวาสภูสิงห์

วัดพุทธาวาส หรือวัดภูสิงห์ ตั้งอยู่ในพื้นที่ภูสิงห์ อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นที่นิยมของทั้งพุทธศาสนิกชนที่ขึ้นไปกราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และนักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปพักผ่อนหย่อนใจชมทิวทัศน์ เพราะจากยอดภูสิงห์สามารถมองเห็นวิวโดยรอบอย่างชัดเจน ทั้งภูกุ่มข้าว ภูค่าว ที่้อยู่ไม่ไกลกัน รวมถึงเขื่อนลำปาว และยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่งดงาม

วัดพุทธาวาสภูสิงห์

บนยอดภูสิงห์เป็นที่ประดิษฐาน พระพรหมภูมิปาโล พระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์ใหญ่สีขาว หน้าตักกว้าง 10.5 เมตร สูง 17.80 เมตร สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2511 นอกจากจะเป็นพระพุทธรูปใหญ่ที่สุดองค์หนึ่งของภาคอีสาน ยังมีความงดงามและสมส่วนทางพุทธศิลป์อีกด้วย

วัดพุทธาวาสภูสิงห์

ผู้ต้องการขึ้นสู่ยอดภูสิงห์สามารถขับรถยนต์ขึ้น หรือจะเดินเท้าทางบันได 417 ขั้นก็ได้ ทุกวันออกพรรษาจะมีประเพณีตักบาตรเทโว พระสงฆ์กว่า 400 รูปเดินลงมาจากภูเขาภูสิงห์มาทางบันไดนี้เพื่อรับบิณฑบาตบริเวณเชิงเขา

อยู่ที่ ต.สหัสขันธ์ อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์




8. วัดถ้ำผาแด่น วัดสวย สกลนคร

วัดถ้ำผาแด่น

   วัดถ้ำผาแด่น ตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขาภูพานและภูผายล ใน ตำบลดงมะไฟ อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร เป็นวัดเก่าแก่มีอายุกว่า 100 ปี เชื่อกันว่าในอดีตนั้นเป็นสถานที่ที่หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และ คณะครูบาอาจารย์สายวัดป่ากรรมฐาน เคยธุดงค์มาปักกลด บำเพ็ญเพียร เมื่อในปี พ.ศ. 2483  ด้วยความที่วัดนี้ตั้งอยู่บนภูเขาสูง อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ทำให้สามารถชมทิวทัศน์รอบๆ ที่มองเห็นตัวเมืองสกลนครและทะเลสาบหนองหารได้แบบ 180 องศาเลย 

วัดถ้ำผาแด่น

ส่วนไฮไลท์ของ วัดถ้ำผาแด่น นั้นมีเยอะแยะมากมาย ไม่ว่าจะเป็น งานประติมากรรมแกะสลักหินทรายขนาดใหญ่  รวมไปถึง สวนดอกไม้และต้นไม้ต่างๆ และ องค์พญานาคปรกขนาดใหญ่ ที่มีรูปปั้นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประดิษฐานอยู่ใต้เศียรพญานาค มองดูแล้วสวยงามอย่างมาก

วัดถ้ำผาแด่น

9. วัดป่าภูก้อน

วัดป่าภูก้อน ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่านายูงและป่าน้ำโสม ท้องที่บ้านนาคำ ตำบลบ้านก้อง อำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี อันเป็นรอยต่อแผ่นดิน 3 จังหวัด คือ อุดรธานี เลย และหนองคาย กำเนิดขึ้นจากการดำริชอบของพุทธบริษัทสี่ ผู้ตระหนักถึงคุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและป่าต้นน้ำลำธาร ซึ่งกำลังถูกทำลาย

วัดป่าภูก้อน

Cr : tourismthailand.org

เมื่อวัดสร้างเสร็จสิ้นในพื้นที่เล็กๆราว 15 ไร่ เพื่อรักษาบริเวณวัดให้คงสภาพป่าอย่างสมบูรณ์ จึงมีการขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่อยู่โดยรอบวัดเพื่อจัดตั้งพุทธอุทยานมีเนื้อที่ 1,000 ไร่ และได้รับขนานนามว่า ‘พุทธอุทยานมหารุกขปาริชาติภูก้อน’ ด้วยความมุ่งหมายที่จะให้วัดเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันผู้บุกรุกทำลายป่าต้นน้ำละแวกนั้น ตลอดจนเพื่อรักษาป้องกันไฟป่า และการบุกรุกทำลายป่าล่าสัตว์

วัดป่าภูก้อน บ้านนาคำใหญ่ ต.บ้านก้อง อ.นายูง จ.อุดรธานี
สอบถาม โทร. 08-2835-0668 , 09-0747-2228
วัดงดการถ่ายภาพในยามวิกาล ส่วนการถ่ายภาพด้วยโดรน ต้องทำการขออนุญาตล่วงหน้าเท่านั้น
www.watpaphukon.org




บทความอื่นๆที่น่าสนใจ